การดื่มน้ำที่ถูกต้อง สำคัญมากกับชีวิต
คำว่า ''ดื่มน้ำมากๆ'' ทำให้ความเข้าใจในเรื่องวิธีการดื่มน้ำคลาดเคลื่อนไป จากระบบการบริหารน้ำในร่างกายที่คล้อยตามธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติของร่างกายคนเรา ต้องการความเป็นด่างจากน้ำเข้าไปสมดุลกับความเป็นกรดที่เกิดจากการเผาผลาญในร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะอธิบายได้ดังนี้
1. ในร่างกายน้ำที่ใช้ไปแล้ว ซึ่งมีสภาพเป็นกรด
2. ธรรมชาติของน้ำมีสภาพเป็นด่าง (น้ำกระด้าง)
3. การดื่มครั้งเดียวจำนวนมากๆ ร่างกายรักษาน้ำได้เพียงจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เกินร่างกายก็ต้องระบายน้ำออกจากร่างกาย หากดื่มลักษณะนี้เป็นประจำ ร่างกายก็จะระบายน้ำจนเกิดภาวะขาดน้ำ ดังนั้นค่อยจิบที่ละนิดดีกว่านะครับ
4. การดื่มน้ำหลังอาหารเป็นจำนวนมาก หรือดื่มน้ำระหว่างอาหาร ที่เรียกว่า ''ข้าวคำน้ำคำ'' จะเป็นการ เจือจางน้ำย่อยที่มีสภาพเป็นกรด ด้วยสภาพด่างของน้ำ จึงเป็นการลดประสิทธิภาพในการย่อย อาหารที่กินเข้าไปจึงเน่าเสีย เกิดเป็นแก๊สพิษ ยิ่งถ้าคนที่ทานผลไม้หลังอาหารแทนที่จะทานก่อนอาหาร เนื้อสัตว์ที่ย่อยยากกว่าจะขวางผลไม้ที่ย่อยง่ายกว่าให้เน่าเสียอยู่นาน ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะเจ็บป่วยมากมาย
5. ทุกครั้งที่ร่างกายระบายน้ำออกจากร่างกาย ทั้งไอน้ำที่ระเหยออกทางปาก เหงื่อที่ระบายออกตามผิวหนัง ปัสสาวะ และอุจจาระ รวมถึงสารคัดหลั่งต่างๆ ร่างกายจะสูญเสียสภาพด่าง ในรูปแร่ธาตุไปด้วยเสมอ จึงจำเป็นจะต้องดื่มน้ำ ซึ่งมีสภาพด่างชดเชยอย่างต่อเนื่องหรือทานอาหารที่เป็นด่างบ้าง
6. ขณะที่เรานอนตอนกลางคืน ซึ่งใช้เวลานอน 6-8 ชั่วโมง ร่างกายจำเป็นต้องใช้ความเป็นด่างของน้ำในการรวบรวมกรดในร่างกาย เพื่อจะระบายออกในวันรุ่งขึ้น จึงจำเป็นจะต้องดื่มน้ำก่อนเข้านอน รวมทั้งเวลาก่อนเข้านอนตามนาฬิกาชีวิตเป็นช่วงเวลาที่ถุงน้ำดีทำงาน ถ้าดื่มน้ำน้อย น้ำดีจะข้นทำให้มีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากขึ้น และเป็นช่วงเวลาปรับสมดุลความร้อนครับ
7. ระบบขับถ่ายจำเป็นต้องอาศัยน้ำในการลำเลียงมวลอุจจาระ จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำทุกเช้าหลังตื่นนอนแลควรดื่มจำนวนมากพอเพราะร่างกายขาดน้ำมาทั้งคืน น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำอุ่น
การดื่มน้ำให้สมดุลก็เป็นเรื่องง่ายๆ ดังนี้
1. ดื่มน้ำเมื่อตื่นนอนช่วงหกโมงเช้า 1-3 แก้ว
2. ดื่มน้ำอย่างมากที่สุดไม่เกินครึ่งแก้วหลังมื้ออาหาร
3. ดื่มน้ำชั่วโมงละครึ่งแก้ว เว้นก่อนอาหาร1/2-1ชม.
4. หากกินอาหารที่เป็นกรดสูง ให้ดื่มน้ำขิง หรือน้ำอุ่น เข้าไปช่วยย่อย
5. ดื่มน้ำก่อนเข้านอนในช่วง 21:00 น.
6. หลังปัสสาวะต้องดื่มน้ำครึ่งแก้ว เข้าไปชดเชยเสมอ
ดื่มน้ำชั่วโมงละครึ่งแก้วให้เป็นนิสัย รักษาสมดุลสุขภาพได้ตลอดไป ดื่มน้ำน้อยทำให้กระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทเนื่องจากระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงกั้นกลาง ถ้าดื่มน้ำน้อยก็ขาดน้ำที่จะไปสร้างนำหล่อเลี้ยง กระดูกจึงมาใกล้กันมากขึ้น
ดื่มน้ำน้อยจะแก่เร็ว
เพราะร่างกายจะจัดสรรน้ำให้สมองเป็นอันดับแรก อันดับต่อมาคือปอด ต่อไปคือตับและไต เพื่อขับถ่ายของเสีย อวัยวะลำดับท้ายๆคือกล้ามเนื้อและกระดูก ส่วนที่อยู่ในตำแหน่งรั้งท้ายคือผิวหนัง ด้วยเหตุนี้สัญญาณแห่งความแก่จึงปรากฎบนผิวก่อนเป็นอันดับแรก
ความเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆรวมทั้งมะเร็งมีสาเหตุมาจาก cell ในร่างกายขาดน้ำเป็นเวลานาน ทำให้เลือดหนืดไหลเวียนไม่ดี จึงไม่สามารถสร้าง cell ใหม่แทน cell เก่าได้เต็มที่
น้ำที่กล่าวมาทั้งหมดหมายถึงน้ำเปล่าไม่ใส่สารปรุงแต่ง โดยเฉพาะรสหวาน หลีกเลี่ยงน้ำเย็นจัดหลังอาหารโดยเฉพาะอาหารมื้อหนักและอาหารมันๆ เพราะทำให้หัวใจวายได้ การดื่มน้ำเย็นจัดเหมือนแก้ร้อนใจได้ก็จริงแต่จะทำให้ร่างกายร้อนใน
ดื่มให้ถูกชนิดคือ น้ำใดที่ถูกกับร่างกายแต่ละคนดื่มแล้วร่างกายรู้สึกสบายดับกระหายได้ เช่นหมอดื่มน้ำอุ่นๆ 2-3 แก้วตอนตื่นนอน ก็ยังรู้สึกกระหาย ปากแห้ง พอผสมน้ำแร่เข้าไปด้วยรู้สึกปากหายแห้ง แต่ละคนไม่เหมือนกันครับ คนเดียวกันเวลาเปลี่ยนไปก็ไม่เหมือนกัน พอหมอดื่มน้ำแร่ไปซักพัก บางครั้งมาดื่มน้ำเปล่ากลับดีกว่า ดังนั้นสังเกตุตัวเราเองนะครับ
คุณหมอชินยะบอกว่าการดื่มน้ำเปล่าน้อยเกินไปมีผลทำให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น
1. ความดันสูงหรือหัวใจเต้นเร็ว เพราะเมื่อน้ำน้อย เลือดจะหนืด ไหลเวียนไม่สะดวก ร่างกายจึงพยายามให้เลือดไหลเวียนไปอวัยวะสำคัญให้พอด้วยการที่หัวใจทำงานหนักขึ้นคือเต้นเร็วขึ้น และส่งแรงดันมากขึ้น ความดันจึงสูงขึ้น
2. เวียนศีรษะเพราะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ
3. ปวดขา เป็นตะคริวตอนดึก ก็เพราะกล้ามเนื้อยึดหยุ่นได้ไม่ดี เนื่องจากปริมาณน้ำในเลือดลดลง
4. ภูมิแพ้ ถ้าดื่มน้ำมากขึ้นร่างกายจะหลั่งสารฮีสตามีนที่ทำให้เกิดภูมิแพ้น้อยลง
5. มะเร็ง เพราะขาดน้ำที่จะใช้ขับสารพิษจากเซลล์ พิษจึงสะสมคั่งค้าง การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันการกลับมาเป็นมะเร็ง
6. ตาแห้ง โดยเฉพาะคนที่อยู่หน้าจอเป็นประจำ ปัญหาตาแห้งมักอยู่ที่ร่างกายขาดน้ำมากกว่าอยู่ที่ตาแห้งอย่างเดียว ถ้าตาแห้งให้ดื่มน้ำ 2-3 แก้วแล้วหลับตาซักครู่จะดีกว่าหยอดตา เพราะการหยอดตาแก้ได้เฉพาะที่ตาอย่างเดียว
การสังเกตว่าน้ำชนิดใดเหมาะกับร่างกายเราหรือไม่ นอกจากดูว่าดับกระหายได้มั้ยยังสังเกตได้จากการที่ว่า น้ำนั้นถูกซึมซับไว้ใช้ประโยชน์ได้นานมั้ย ถ้าดื่มเข้าไปไม่นานก็ปัสสาวะทิ้ง แสดงว่าน้ำไม่สามารถถูกดูดซึมนำมาใช้ได้ดีนัก คือผ่านเข้าไปแล้วแป๊ปเดียวออกมาเลย ถ้าน้ำนั้นเหมาะสมที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้น้ำจะอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานก่อนที่จะขับออก
เครดิตภาพ: http://www.lovefitt.com
วันที่: Thu Apr 03 09:08:12 ICT 2025
|
|
|